วิถีแห่งชา ''ซาโด (sado)
กว่าจะมาเป็นชาสักถ้วยหนึ่งเพื่อต้อนรับแขก เจ้าบ้านจะพิถีพิถันในขั้นตอนการชง ความขึงขังและจริงจัง ใส่จิตวิญญาณของผู้ชงชาสร้างความขลังจนกลายเป็นพิธี คนญี่ปุ่นจะเรียกพิธีชงชาว่า “ซาโด” ซึ่งคำว่า “โด”แปลว่า วิถี และ “ซา” แปลว่า ชา สิ่งที่ทำให้พิธีชงชาเป็นเรื่องยากและต้องฝึกฝน คือ การควบคุมจิตใจให้เข้าถึงซึ่งต้องใช้เวลาและอาจต้องฝึกฝนตลอดชีวิต จุดมุ่งหมายสูงสุดของซาโด คือ การแสดงออกถึงความงามในการต้อนรับผู้มาเยือน ทุกความเคลื่อนไหวในกระบวนการชงชาต้องเป็นไปอย่างราบรื่น
ก่อนหน้านี้การชงและดื่มชามักทำกันในงานเลี้ยงยามว่างของคนรวยเท่านั้น คนที่ทำให้พิธีชงชาเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก คือ เซน โนะ ริคิว (Sen no Rikyuu) ซึ่งได้ตัดรูปแบบการเลี้ยงชาที่ฟุ่มเฟือยออก และนำความเรียบง่าย สมถะ จริงใจ อ่อนน้อมถ่อมตน และความเก่าแก่เข้ามาแทนที่ ริคิวยังได้นำแนวคิดความเท่าเทียมกันเข้ามาในพิธีชงชา จนมีคำกล่าวที่สำคัญและเป็นกฎเกณฑ์ในการสร้างห้องชงชา คือ “ทุกคนเท่าเทียมกันหมดในห้องชงชา” ผู้ที่เข้ามาทุกคนต้องก้มศีรษะทุกครั้ง เนื่องจากประตูมีขนาดเล็ก
รูปแบบการจัดพิธีชงชา มักจัดในห้องพิธีชา (หรือประกอบพิธีกลางแจ้ง มีจัดเตรียมที่นั่งชั่วคราวไว้ เช่น ในสวน) เรียกการชงชาว่า “เทะมะเอะ (Temae)” ลำดับการชงชา คือ ผู้ชงจะใส่มัทฉะ (matcha : ชาสีเขียวป่น) ลงในถ้วยชาและตักน้ำร้อนหม้อต้มมาใส่ คนด้วยฉะเซน (chasen : ไม้คนชา) จนแตกฟอง วิธีดื่ม คือ ยกถ้วยชาขึ้นมาด้วยมือขวาและวางลงบนฝ่ามือข้างซ้าย หมุนถ้วยชาเข้าหาตัว หลังจากดื่มเสร็จแล้วใช้ปลายนิ้วเช็ดขอบถ้วยชา และใช้ไคชิ (kaishi : กระดาษรองขนม) เช็ดนิ้ว แต่องค์ประกอบที่สำคัญของพิธีชงชาไม่ใช้แค่การชงและการดื่มชา สิ่งสำคัญอยู่ที่การชื่นชมคุณค่าและความงามของสิ่งต่างๆ เช่น ถ้วยชาและเครื่องใช้ในพิธีชงชา ชื่นชมความงามของบรรยากาศรอบๆตัวและการสื่อประสานใจระหว่างเจ้าบ้านและแขกผู้มาเยือน
เซน โน ริคิว ได้กำหนดกฎ 4 ข้อ และแนวปฎิบัติ 7 ประการ ที่พึงปฎิบัติในพิธีชงชาไว้
กฎ 4 ข้อ ได้แก่ ความสงบของจิตใจ, ความเคารพ, ความงามแบบเรียบง่ายและบรรยากาศอันเงียบสงัดของห้องประกอบพิธีชา
แนวปฏิบัติ 7 ข้อ เป็นสิ่งที่เจ้าภาพควรปฏิบัติในเวลารับรองแขก ได้แก่ เสิร์ฟชาเมื่อแขกปรารถนาจะดื่ม เตรียมถ่านให้พอเหมาะต้มน้ำเดือด รับรองแขกให้อบอุ่นในฤดูหนาวและเย็นสบายในฤดูร้อน จัดแต่งดอกไม้ตามธรรมชาติให้เหมือนกับขึ้นอยู่ในท้องทุ่ง เริ่มในเวลาเนิ่นๆ ตระเตรียมอุปกรณ์กันฝนแม้ในวันที่ฝนไม่ตก และเอาใจใส่ดูแลแขกอย่างทั่วถึงทุกคน

กิโมโน หรือชุดแต่งกายของชาวอาทิตย์อุทัย



มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยเฮอัน หรือตรงกับค.ศ.794-1192 หรือพ.ศ.1337-1735


ก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นสมัยนารา (ค.ศ.710-794) ชาวญี่ปุ่นนิยมแต่งชุดท่อนบนกับท่อนล่างเหมือนกันหรือไม่ก็เป็นผ้าชิ้นเดียวกันไปเลย

พอมาถึงสมัยเฮอัน ซึ่งถือเป็นช่วงเริ่มต้นการใส่กิโมโน ชาวญี่ปุ่นพัฒนาเทคนิคการตัดชุดเสื้อผ้าด้วยการตัดผ้าเป็นเส้นตรง เพื่อให้ง่ายต่อมาสวมใส่ หยิบมาคลุมตัวได้ทันที ทั้งยังเป็นชุดที่เหมาะกับทุกสภาพอากาศ ถ้าหนาวๆใช้ผ้าหนา ถ้าเป็นฤดูร้อนก็เปลี่ยนไปใช้ผ้าบางๆ

ความสะดวกสบายนี้ทำให้ชุดกิโมโนแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว โดยในวงการแฟชั่นสมัยนั้นผู้ตัดเย็บก็จะคิดหาวิธีที่ทำให้ชุดกิโมโนมีสีสัน ผสมผสนานกันด้วยสีต่างๆ ให้เหมาะกับสภาพอากาศและชนชั้นทางสังคม ถือว่าเป็นช่วงที่ชุดพัฒนาในเรื่อง “สี” มากที่สุด

ในยุคคามาคุระ (ค.ศ.1192-1338) และยุคโรมาจิ (ค.ศ.1338-1573) ทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะนิยมใส่ชุดกิโมโนที่สีสันแสบทรวง ยิ่งเป็นนักรบจะต้องยิ่งใส่ชุดที่สีฉูดฉาดมากๆ เพื่อแสดงถึงความเป็นผู้นำ บางครั้งเรียกว่าไปแข่งแฟชั่นกันในสนามรบกันเลยทีเดียว

ต่อมาในยุคเอโดะ (ค.ศ.1600-1868) ช่วงที่โชกุนโต***กาวาปกครองญี่ปุ่น โดยให้ขุนนางไปปกครองตามแคว้นต่างๆ นั้น ในช่วงนี้นักรบซามูไรแต่ละสำนักจะแต่งตัวแบ่งแยกตามกลุ่มของตัวเอง เรียกว่าเป็น “ชุดเครื่องแบบ” เลยด้วยซ้ำ

ชุดที่ใส่นี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ชุดกิโมโน ชุดคามิชิโม ตัดเย็บด้วยผ้าลินินใส่คลุมชุดกิโมโนเพื่อให้ไหล่ดูตั้งและกางเกงขายาวที่ดูเหมือนกระโปรงแยกชิ้น

ชุดกิโมโนของซามูไรจำเป็นต้องเนี้ยบมาก ดังนั้นจึงเป็นช่วงที่พัฒนากิโมโนไปอีกขั้น จนเป็นผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง

สมัยต่อมาในยุคเมจิ (ค.ศ.1868-1912) ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากต่างชาติรุนแรงมาก ชาวแดนปลาดิบจึงเริ่มเปลี่ยนไปใส่เสื้อสากลมากขึ้น และจะใส่ชุดกิโมโนเมื่อถึงงานที่เป็นพิธีการ

การเขียนพู่กัน (โชะโด)หรือการคัดลายมือด้วยพู่กัน ถือเป็นศิลปะชั้นสูงที่ใช้พู่กันกับน้ำหมึกเขียนตัวอักษรให้วิจิตรงดงาม ซึ่งเป็นรูปแบบการเขียนที่มีลายเส้นอ่อนพลิ้ว ปัจจุบันการเขียนพู่กันกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ในวันที่ 2 มกราคมของทุกปีจึงจัดให้มีการประกวดเขียนพู่กันในระดับมัธยมต้นทั่วประเทศญี่ปุ่น