![]() |
| เทศกาลในฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.) เทศกาลส่งท้ายปีเก่า ในเที่ยงคืนของวันที่ 31 วัดทุกแห่งในญี่ปุ่นจะพากันตีระฆัง 108 ครั้ง และอนุญาตให้ประชาชนไปตีระฆังตามวัดได้ด้วย เพื่อเป็นการส่งท้ายปีเก่าที่กำลังจะผ่านไป เทศกาลปีใหม่ เป็นการต้อนรับสิ่งใหม่ๆที่กำลังจะเข้ามาเริ่มตั้งแต่วันที่ 1-7 มกราคม หลายที่จะจัดงานเฉลิมฉลองมีการจุดพลุอย่างสวยงาม รอนับเวลาเพื่อย่างเข้าสู่ปีใหม่ร่วมกัน ช่วงนี้จะเป็นเทศกาลที่มีการหยุดงานทุกอย่างติดต่อกันหลายวันทั้งราชการ เอกชนและโรงเรียนต่างหยุดทำการ เพื่อให้ได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่ การต้อนรับเทศกาลปีใหม่จะเริ่มตั้งแต่ปลายปี โดยแต่ละครอบครัวจะทำความสะอาดบ้าน ครั้งใหญ่ทั้งภายในภายนอก และเตรียมทำอาหารที่ใช้ทานในช่วงเทศกาล คือโมจิ(mochi)และอาหารปีใหม่ที่เรียกว่า โอะเสะจิ(osechi) เพื่อที่พอถึงเทศกาลจะไม่มีการจุดเตาในครัวอีกแม่บ้านก็จะได้หยุดพักกัน หลังจากต้องเหน็ดเหนื่อย ในการดูแลบ้านและปรนนิบัติสามี เรียกได้ว่าพักผ่อนกันเต็มที่จริงๆ ในคืนส่งท้ายปีเก่าจะมีธรรมเนียมรับประทานเส้น โซบะ(soba) ซึ่งมีความหมายให้มีชีวิตที่ยืนยาวเหมือนเส้นโซบะ เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนย่างเข้าสู่วันที่ 1 ผู้คนจะพากันไป วัดหรือ ศาลเจ้า ด้วยชุดกิโมโน เพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และขอพร เพื่อความเป็นมงคลให้แก่ตนเองและครอบครัว ชาวญี่ปุ่นจะมีความผูกพันกับวัดเป็นอย่างมาก จะเห็นว่าหลายเทศกาลจะมีพิธีการ เกี่ยวข้องกับวัด วัดจึงยังคงเป็นศูนย์รวมทางวัฒนธรรมจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงการไปเยี่ยมเยียนสวัสดีปีใหม่ยังบ้านญาติผู้ใหญ่ และผู้มีอุปการะคุณ หรือจะเลือกส่งเป็นบัตรอวยพรปีใหม่แทนการไปอวยพรด้วยตัวเองก็เป็นที่นิยมเช่นกัน กลาง ม.ค. เทศกาลแข่งขันซูโม่ ครั้งที่ 1 ในโตเกียว เป็นฤดูกาลแรกของการแข่งขันกีฬาซูโม่ ซี่งจัดว่าเป็นกีฬาประจำชาติ และเป็นกีฬายอดนิยมมันแสดงถึงจิตวิญญาณประจำชาติและพละกำลังอันมหาศาล กีฬาซูโม่จัดขึ้นปีละ 6 ครั้งโดยแต่ละครั้ง ใช้เวลาในการแข่งนานสองสัปดาห์ ส่วนสถานที่จัดแข่งจะแบ่งเป็น 2 ที่ คือ จัดที่โคคุงิคัง(Kokugikan)อยู่ที่โตเกียว 3 ครั้ง และจัดที่เรียวโงะคุ(Ryogoku)ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของโตเกียวอีก 3 ครั้ง การแข่งขันในโคกุงิคัง (Kokugikan) จัดขึ้นใน เดือนมกราคม,พฤษภาคม และกันยายน นักปล้ำทุกคนต้องลงแข่งทุกวันเป็นเวลาสองอาทิตย์ ผู้ชนะจะได้รับพระราชทาน ถ้วยรางวัลจากองค์จักรพรรดิ เงินรางวัลและอาหารอย่างมโหราฬ เรียกได้ว่าอยู่ได้อย่างสบายไปอีกนาน ต้น ก.พ. เทศกาลหิมะ ที่เมืองซัปโปโรบนเกาะฮ็อกไกโดที่มีชื่อที่สุดในญี่ปุ่น มีรูปแกะสลักหิมะและน้ำแข็งอันมหึมาต่างๆมากมาย เทศกาลเซ็ตสึบุน (Setsubun Matsuri) มีการซัดถั่วแดงอะซุกิ(Azuki) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี เพื่อขับไล่สิ่งอัปมงคลออกจากบ้าน ในขณะทำพิธีซัดถั่วออกมาจากในบ้านจะตะโกนว่า “โอนิ วะโซโตะ” แปลว่า สิ่งอัปมงคลทั้งหลายจงออกไป และจะซัดถั่วจากข้างนอกเข้าไปในบ้าน และตะโกนว่า “ฟุกุ สะ อุจิ” แปลว่า ความเป็นสิริมงคลจงเข้ามา ซึ่งมีการจัดพิธีนี้ตามวัดและศาลเจ้าด้วย เทศกาลแห่โคม ของศาลเจ้าคะซุกะ ในเมืองนารา เทศกาลกระท่อมหิมะ (Kamakura Matsuri) ของเมืองโยโคเทะ ในอะคิตะ เทศกาลเปลือย (Hadaka Matsuri) ที่วัดไซไดหยิ ในเมืองโอคะยะมะ |
![]() |
| เทศกาลในฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.) เทศกาลฮินะ มัตสุริ (Hina Matsuri) แปลว่า วันเด็กผู้หญิง เป็นเทศกาลสำหรับเด็กหญิงเล็กๆที่จะนำตุ๊กตาฮินะ(Hina) ซึ่งเป็นตุ๊กตาชาววัง โดยทั่วไปในหนึ่งเซ็ทจะมีตุ๊กตาอย่างน้อย 15 ตัวเป็นตัวแทนขององค์จักรพรรดิและจักรพรรดินี และผู้คอยรับใช้ จัดวางเรียงเป็นขั้นตามลำดับบนชั้นประดับตุ๊กตา เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของตุ๊กตาก็จะตกแต่งอย่างปราณีตด้วยผ้าไหม บ่งบอกถึงความสมบูรณ์พูลสุขเป็นการอวยพรให้เด็กหญิงเล็กๆมีแต่ความสุขในชีวิต คุณพ่อคุณแม่จะนำตุ๊กตาเหล่านี้มาวางประดับในบ้านฉลองด้วยเหล้าขาวและขนมที่มีสีแดง-ขาวและจะรีบเก็บตุ๊กตาทันทีเมื่อผ่านพ้นวันนี้ไปแล้วเนื่องจากมีความเชื่อกันว่าหากประดับไว้นานๆจะทำให้ลูกสาวมีคู่ครองล่าช้า วันนี้ถือเป็นวันของเด็กผู้หญิงจริงๆผู้ปกครองจะเปิดโอกาสให้มีการสังสรรค์กันในกลุ่มเพื่อน โดยชวนกันมาจัดปาร์ตี้เล่นกันกลางแจ้งและทำอาหารทานกันที่บ้านใดบ้านหนึ่ง สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับเด็กหญิงที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีต่อไป เทศกาลฮานะมัตสึริ (Hana Matsuri) หมายถึง วันประสูติของพระพุทธเจ้า หรือถ้าแปลตรงตัว จะแปลว่า เทศกาลดอกไม้(Hana แปลว่าดอกไม้) ตรงกับวันที่ 8 ของเดือน เป็นพิธีกรรมตั้งแต่สมัยโบราณที่มีการขอพรให้สุขภาพแข็งแรง มีชีวิตที่ดี และมีอาหารอุดมสมบูรณ์รวมไปถึงความสุขในชีวิตหลังความตาย เทศกาลนี้ตรงกับฤดูที่ดอกไม้กำลังบานสวยงามมีการจัดพิธีรำลึกถึงวันสำคัญนี้มีการเต้นรำกันข้ามวันข้ามคืนมีตัวเอกที่สำคัญเรียกว่า โอนิ(oni) ซึ่งเชื่อว่าเป็นตัวแทนของพระเจ้าที่มาปรากฎกายในรูปของมารเพื่อให้พรที่ขอเป็นจริง และไฮไลท์ที่สำคัญของงานคือจะมีการต้มน้ำร้อนหม้อยักษ์กลางแจ้ง แล้วจุ่มซาคากิ(กิ่งของต้นโฮลี่)เพื่อประพรมน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้มาร่วมงาน เพื่อความเป็นสิริมงคลและมีสุขภาพแข็งแรงตลอดปี เทศกาลโอะฮานามิ (Ohanami) เป็นเทศกาลชมดอกซากุระ จัดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือน-กลางเดือนเมษายน เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ชาวญี่ปุ่นจะพากันออกมาชมความงามของดอกซากุระ ซึ่งพร้อมใจกันบานสะพรั่งรับฤดูใบไม้ผลิเป็นสีชมพูตลอดทาง ก็แหม!!มีให้ดูกันแค่ปีละครั้งและที่สำคัญจะบานอยู่แค่อาทิตย์เดียว เมื่อถึงเวลากลีบของดอกซากุระก็จะร่วงโรยปลิวลงมาเหมือนกับหิมะช่างเป็นภาพที่งดงามชวนโรแมนติกยิ่งนัก(ว่ามะ?) ตามสถานที่ต่างๆที่เป็นจุดชมดอกซากุระบานก็จะมีร้านค้ามาตั้งขายของ ผู้คนหลั่งไหลกันมาเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจแต่ก็ไม่มีใครย่อท้อที่จะมาชมความงามกัน บางคณะมากันเป็นครอบครัวก็จะนำอาหารมาปูเสื่อนั่งทานกันนับว่าเป็นกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวไปอีกอย่างนึง คนญี่ปุ่นเวลามาชมดอกซากุระก็จะแสดงความรู้สึกออกมาอย่างเต็มที่พูดชมไม่ได้ขาดปากถึงความสวยงามที่ธรรมชาติสร้างมาให้ เทศกาลเล่นว่าว ที่เมืองฮะมะมัตสึ เป็นสนามว่าวที่มีผู้เข้าแข่งขันว่าวขนาดใหญ่แข่งขันกันอย่างสนุกสนาน พยายามจะตัดเชือกของฝ่ายคู่แข่ง เทศกาลฉลองเด็กชาย เมื่อผ่านพ้นเทศกาลเด็กผู้หญิง(Hana)ไปแล้วเมื่อเดือนมีนาคม คราวนี้ก็ถึงตาหนุ่มๆกันบ้าง เทศกาลนี้เป็นการฉลองให้กับเด็กผู้ชายตรงกับวันที่ 5 พฤษภาคม วันนี้ยังถือเป็นวันเด็กซึ่งเป็นวันหยุดราชการวันหนึ่งด้วย ครอบครัวไหนที่มีลูกผู้ชายก็จะประดับตุ๊กตานักรบ ซึ่งประกอบด้วยเสื้อเกราะ หมวกเกราะ และอื่นๆ ส่วนหน้าบ้านก็จะชักธงปลาคร๊าฟ(koi-nobori) และใช้ดอกโชบุและคะชิวะ โมะจิในการอธิษฐานขอพรให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จต่อไปในอนาคต สาเหตุที่ใช้ปลาคร๊าฟเป็นสัญลักษณ์เนื่องจากปลาชนิดนี้จะว่ายทวนน้ำและกระโดดสวนน้ำตก เพื่อไปให้ถึงแหล่งวางไข่เปรียบเหมือนตัวแทนแห่งความพากเพียรและความพยายามอย่างกล้าหาญ |
![]() |
| เทศกาลในฤดร้อน (มิ.ย.-ส.ค.) เทศกาลดวงดาว (Tanabata Matsuri) ซึ่งตามตำนานเชื่อกันว่า เป็นวันที่ดาวเจ้าหญิงทอผ้าโคจรข้ามทางช้างเผือกมาพบกับดาวคนเลี้ยงวัวที่เป็นชายคนรัก ในวันนี้ผู้คนจะพากันเขียนคำอธิษฐานลงบนแถบกระดาษ 5 สี แล้วแขวนบนกิ่งไผ่ พอวันรุ่งขึ้นก็จะนำไปลอยน้ำ พร้อมกับพับนกกระเรียนกระดาษประดับในสวน เพื่ออธิษฐานขอพรให้เขียนหนังสือและทำการฝีมือเก่งๆ เทศกาลนี้จะจัดอย่างใหญ่โต โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานทะนะบะตะของเมืองเซนได(Sendai) ในจังหวัดมิยะงิ(Miyagi) และฮิระทสึขะ(Hiratsuka) ในจังหวัดคะนะงะวะ(Kanagawa) ที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปชมงานกันมากมายจนกลายเป็นจุดส่งเสริมการท่องเที่ยว เทศกาลไฟ (Fire Festival) ที่ศาลเจ้านาจิคะจึระ มีการแบก 12 คบเพลิงใหญ่ โดยนักบวชในชุดขาว เทศกาลกิอน (Gion) ซึ่งเป็นงานใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดของเกียวโต ย้อนยุคไปในสมัยศตวรรษที่ 9 โดยจะมีขบวนแห่ตกแต่งแบบจีนและดัตซ์สมัยโบราณแห่ไปรอบเมืองตามถนนสายหลัก ไปทางไหนก็จะได้ยินเสียงเครื่องดนตรีที่เรียกว่า "โช" กังวาลมาจากรถขบวน(Hoko)ตลอด เทศกาลโคมไฟ (Kanto Matsuri) ที่เมืองอะคิตะ มีขบวนแห่แผงโคมไฟแขวนบนไม้ไผ่ เทศกาลโอบง (Obon) ผู้คนจะกลับบ้านเกิดเพื่อทำความสะอาดหลุมฝังศพและเซ่นไหว้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นช่วงเวลาที่ดวงวิญญาณคนตายจะกลับลงมาเยี่ยมโลกมนุษย์ ตามบ้านเรือนจึงพากันจุดตะเกียงหรือคบเพลิงให้ไฟส่องนำทางดวงวิญญาณญาติพี่น้องให้กลับบ้านถูก ช่วงนี้จะพบเห็นการร่ายรำพื้นบ้านโบราณบงโอโดริ (Bon Odori) อยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง |
![]() |
เทศกาลในฤดใบไม้ร่วง (ก.ย.-พ.ย.)
|